ตั้งแต่เกิด ผมไม่เคยจากบ้านหรือจากคนที่บ้านไปไหนนานๆ มากกว่า 1 เดือน
แต่พอโตขึ้นผมจำเป็นต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพ เพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติม
เป็นครั้งแรกที่ผมใช้ชีวิตนอกบ้าน และอยู่คนเดียวโดยไม่มีญาติหรือคนรู้จักอยู่ด้วย
ดังนั้น ผมจึงเริ่มวางแผนจัดการชีวิตใหม่ โดยมีต้นทุนคือเงินเดือน และเงินจากทางบ้านอีกเล็กน้อย
เลยทำให้มีวินัยเพิ่มขึ้นอีกหน่อยในการประหยัด บังเอิญกับกระแสโลกร้อนมากแรง เลยมีอะไรคอยเตือนตัวเองให้ทำเสมอๆ เลยอยากเอาวิธีการใช้ชีวิตเล็กๆ มาแชร์กันนะครับ
1. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย
มีแต่คนบอกว่าช่วยให้เราประหยัดเงินได้ ซึ่งเมื่อก่อนผมไม่คิดว่ามันจะช่วยอะไรได้มากนัก กับการแค่บันทึกรายการทางการเงิน แต่ทุกวันนี้ผมทำมันทุกวันครับ จนคนรอบข้างมักจะสงสัยและถามผมเสมอ
และผมก็จะตอบกลับไปว่า มันทำให้ผมจำได้ว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ต่อเดือนควรใช้เท่าไร เหลือเท่าไร และที่สำคัญ เวลาใครยืมเงิน หรือ เราเบิกจ่ายแทนบริษัทหรือใครไปก่อน เราจะทวงได้อย่างแม่นยำ (ตรงนี้มีประสบการณ์จริง ที่ว่า ผมจ่ายแทนบริษัทไปก่อน แล้วไม่รู้ว่าบิลผมใบไหน ผมก็เปิดบัญชีมายันเลยว่า ถ้าเจอ ร้านนี้ วันนี้ เงินเท่านี้ เป็นบิลของผมชัวส์ แล้วทางบริษัทเขาก็เจอจริงๆ)
2. ประหยัดน้ำ-ไฟ
เนื่องจากค่าน้ำค่าไฟ จำพวกหอพักแพงมากๆ มันเลยทำให้ผมรู้จักวิธีประหยัดไปในตัว เช่น แปรงฟันก็ปิดน้ำขณะแปรง, ถ้ามีฝักบัวก็ใช้ฝักบัวดีกว่าอ่างหรือขัน, ขณะฟอกสบู่ก็ปิดฝักบัว, ถ้าเวลานอนแล้วกลัวผีให้หาซื้อไฟดวงเล็กๆ มาติด ดีกว่าเปิดไฟห้องดวงใหญ่, เลือกเปิดไฟในห้องเรียงจาก หลอดตะเกียบ > หลอดนีออน > หลอดกลม, เสื้อผ้าซักรวมกัน, เสื้อผ้าบางอย่างใส่แป๊บเดียว หรือใส่แล้วไม่สกปรก ไม่มีกลิ่น ก็ตากแดด ใส่ต่อได้ เช่น ชุดนอน (แต่ถ้าหลายวันจะซกมกมาก), หากมีปลั๊กไหนเสียบไว้ให้ดึงออก ถึงแม้จะไม่ได้ใช้, หาพัดลมมาไว้ในห้อง
3. เลือกทำเลห้อง
ผมอยู่ห้องที่หน้าต่างรับแสงอาทิตย์ตอนเช้า เพื่อรับแสงอ่อนๆ ตอนเช้า (ถ้าคนเล่นโยคะหรือไทเก๊กจะเอาไว้รับพลังลมปราณของพระอาทิตย์ตอนเช้า) และตอนบ่ายห้องจะไม่ร้อน บางทีถ้ามีเวลา หรือเดินคิดอะไรไปเรื่อยๆ ก็เดินขึ้น เดินลง แทนการใช้ลิฟ (ผมอยู่ ชั้น 8) มันจะไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อย และออกกำลังกายไปในตัว
4. ยืมหนังสืออ่าน
เมื่อก่อนผมมักจะซื้อหนังสือนิตยาสารเป็นประจำ แต่มาตอนหลังรู้แหล่งที่จะอ่านแล้ว นั่นก็คือ บริษัทและเพื่อนร่วมงาน ฮ่าๆ.. บริษัทผมทำทางด้าน E-Commerce ก็จะมีนิตยสารพวกธุรกิจและคอมพิวเตอร์ให้อ่าน (มี aday ด้วย แต่บางถ้าคิดว่าดีก็จะซื้อเองเพื่อสะสม) และอีกอย่างหนึ่ง บริษัทผมมีแผนกทำหนังสือขาย เลยทำให้ผมแทบไม่ต้องซื้อหนังสือพวก E-Commerce อีกเลย ส่วนเพื่อนสายงานก็ร่วมวิชาชีพเดียวกัน ก็มีหนังสือแนวที่อ่านเหมือนกัน ก็แลกเปลี่ยนกันได้
5. ปิดคอมตอนพักเที่ยง
ปกติจะเปิดไว้เพระาคิดว่าลงไปนาน แต่เมื่อสังเกตุเวลาจริงๆ แล้ว เกิน 20 นาทีตลอด ผมว่าก็กินไฟอยู่นะ ถ้าไม่ได้ใช้ก็ปิดไปเสียเถอะ แต่บางคนอาจจะเป็นแบบผม ที่ทำงานค้างไว้ ไม่อยากเปิดใหม่ เสียเวลาหาไฟล์หาเว็บใหม่ ตรงนี้ผมแนะนำครับ เวลาดูเว็บไซต์ให้ใช้ Firefox และลง Add On ชื่อ Session Manager เพื่อทำการเซฟเว็บล่าสุดที่เข้า, ส่วนไฟล์งาน ให้เซฟไว้ที่หน้าจอก็ได้ หรือ ไม่ต้องไปสนใจมัน หาใหม่ ถ้ารู้สึกว่าหายาก ก็แปลว่า คุณเราไม่เป็นคนมีระเบียบ ไม่ยอมจัดการที่อยู่ไฟล์ให้เรียบร้อย
6. ผมไม่ใช้ถุง!
ฮ่าๆ หมายถึงถุงพลาสติดใส่ของนะครับ เพราะปกติผมจะตื่นสาย ข้าวเช้าเลยไม่ค่อยได้ทาน มักจะเข้าร้านสะดวกซื้อ ซื้อน้ำธัญพืชกับโยเกิร์ตแทน (ลดหุ่นๆ) จึงพอจะถือได้บ้าง บางครั้งถ้าของเยอะเกินสองมือถือ ก็จะใส่เป้รวมไปกับ notebook ซะเลย บางร้านก็จำได้ว่าผมไม่ใส่ถุง ก็จะไม่หยิบใส่ให้ บางร้านก็ดีนะครับ เค้าจะถามว่าใส่ถุงหรือไม่ เราก็ไม่ใส่ (แต่ร้านที่บ้านผมในต่างจังหวัดมักจะใส่เลยโดยไม่ถาม ตรงนี้เป็นไปได้ว่า เขายังไม่เคยเจอคนไม่ใช้ถุง)
7. ถ้าจำเป็นต้องใช้ถุง
ถ้าจำเป็นหรือถ้าคิดจะใช้ในอนาคตก็รับถุงมาใช้ ผมมักจะเก็บไว้ในเป้ หรือพับไว้ในกระเป๋ากางเกง เวลาจะใช้ก็ไม่ต้องหา และก็หยิบสะดวก หรือบางที ยางวงผมก็เก็บนะ เพราะหายากมาก! เมื่อตอนจะใช้มัน
8. โหลดบิตทอเร้นให้น้อยลง
เดี๋ยวนี้ใช้วิธีการตกลงและแชร์กันในหมู่คนรู้จัก จะได้ประหยัด ratio และไม่เสียเวลา เพราะผมลองสังเกตุดู เวลาผมโหลดบิต ผมมักจะต้องเปิดทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน โดยที่มารู้ทีหลังว่า มีเพื่อนโหลดไว้แล้ว อะไรดีก็ write CD เก็บไว้ อะไรไม่ดี หรือดีแต่ไม่สำคัญ ดูครั้งเดียวเลิก (เอ๊ะ! หมายถึงอะไร) ก็ลบไปเลย แต่ถ้ารวบได้ ก็รวบ write DVD ไปเลย แผ่นเดียว ได้ข้อมูลเยอะดี ไม่เปลืองครับ (แต่ราคาก็แพงกว่า CD หน่อยนึง)
9. ใช้ชีวิตให้ช้าลง/วางแผนชีวิต
มีคนถามว่าเวลาผมกลับบ้าน ผมทำอะไรบ้าง ซึ่งปกติผมจะนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย อ่านหนังสือ นอนตื่นสาย รำไทเก๊ก ไหว้พระ นั่งคุยกับคนที่บ้านและเพื่อนๆ มันเหมือนเป็นการชาร์ตแบตให้ชีวิตอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นเวลาเพียงแค่ 1-2 วันในช่วงหยุดเสาร์อาทิตย์ เมื่อผมกลับไปทำงาน มันทำให้ผมผ่อนคลาย ชีวิตไม่ต้องวิ่งเร็วเพื่อตามโลกเหมือนหลายๆ คน มันทำให้ผมมีสติ เวลาจะทำอะไรก็จะคิดก่อน และการที่คิดก่อนทำ มันทำให้เรามีวิธีดีๆ มีทางออกดีๆ มากมาย เช่น บางครั้งถ้าไม่เร่งด่วน การเดินเท้าและคิดอะไรไปเรื่อยๆ จะสนุกและประหยัดกว่านั่งยานพาหนะ, บางครั้งการไปไหนหลายๆ คน แล้วนั่ง taxi เสียเวลามากกว่า BTS ไม่เกิน 10 นาที แต่ราคาถูกกว่าหลายเท่าตัว ก็คุ้มค่ากว่า ผมว่ามันเป็นการบริหารชีวิตที่เริ่มจากการวางแผน เมื่อวางแผน และเผื่อเวลา เราก็จะไม่เร่งรีบ ชีวิตก็จะช้าลง เวลาเราจะเยอะขึ้น ถึงแม้ผมจะยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็จะพยายามต่อไป
10. ศึกษาธรรมะ
ผมว่าวิธีการแก้ปัญหา Globalwarming มันคือการใช้ชีวิตแบบมีความพอเพียง และการใช้ชีวิตแบบพอเพียง คือการที่เรารู้จักพอ รู้จะหยุด รู้จักละ รู้จักปล่อยวาง แล้วนั่นก็คือธรรมะนี่เอง ดังนั้น ก่อนจะขอบคุณนายอัล กอร์ (Al gore) ที่ได้กระตุ้นเรื่อง Globalwarming เราควรซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงของเรา ที่ทรงพระราชทานแนวคิดความพอเพียง และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงของเรา เราควรนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ที่ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง และทรงเผยแพร่ธรรมะให้โลกได้รู้จัก ดังนั้น หากเราศึกษาธรรมะ เมื่อเรารู้จักธรรมะ เราจะรู้จักคำว่า พอ หยุด ปล่อยวาง ช้า สงบ ว่างเปล่า สติ ปัญญา ตัวเรา ตัวเขา การให้ การรับ