#เปลี่ยนหลอดไฟ จากหลอดกลมหันมาใช้หลอดตะเกียบแทน เชื่อไหมว่าลดการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี
# ขับรถน้อยลง หันมาเดิน ขี่จักรยาน บริการขนส่งมวลชน หรือเลือกติดรถเพื่อน ทางเดียวกันไปด้วยกัน แค่นี้ ก็สามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ปอนด์ทุกๆ 1 ไมล์ที่เราลดการขับขี่
# รีไซเคิลของให้มากขึ้น แค่รีไซเคิลขยะในบ้านเพียงครึ่งหนึ่งก็ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 2,400 ปอนด์ต่อปี
# เช็คลมยาง รักษาระดับลมยางให้เหมาะสม ช่วยประหยัดการใช้น้ำมันได้ถึง 3% และการประหยัดน้ำมันในทุกๆ แกลลอน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ 20 ปอนด์
# ใช้น้ำร้อนน้อยลง เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นแต่ละครั้งใช้พลังงานจำนวนมาก อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นน้อยลง และอย่าเปิดฝักบัวแรงสุด ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 350 ปอนด์ต่อปี การเลือกซักผ้าในน้ำธรรมดาช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 500 ปอนด์ต่อปี
# หลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์สิ้นเปลือง ลดขยะได้ 10% ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,200 ปอนด์ต่อปี
# ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม ปรับตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ 25 องศา ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้โข
# ปลูกต้นไม้ ต้นไม้ 1 ต้นดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1 ตัน
# ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า แค่เพียงปิดโทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องเสียง คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เมื่อไม่ใช้ ช่วยโลกลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นพันๆ ปอนด์ต่อปี
โดยคุณ ธนัท ศาสตร์สุภาพ
http://203.155.2.133/blogs/p112/
หลาย ๆ คนไม่ทราบว่า เราต้องเพิ่มปริมาณการใช้ไฟฟ้าขึ้นอีก 600 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของเครื่องปรับอากาศ 400,000 เครื่องต่อปี ขณะที่ปริมาณการใช้กระดาษของคนไทยทั่วประเทศนั้นก็มากถึง 260,000 ตันต่อปี และเรายังต้องสูญเสียน้ำไปเปล่า ๆ อันเนื่องจากการปิดก๊อกน้ำไม่สนิทถึงปีละ 980,000 ล้านลิตร
ไม่เพียงเท่านั้น 50 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนโลกเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า บวกเข้ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ยานพาหนะในประเทศปล่อยออกมานั้นอีก 121 ล้านตันต่อปี (อ้างอิงจากหนังสือ Energy Efficiency การประหยัดพลังงาน)
ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรเราได้บ้าง
ตัวเลขเหล่านี้บอกได้ว่า เราจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศนับ 700,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากเรายังคงใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความสะดวกสบายส่วนตัว เราต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศปีละ 900,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ประชาชนเผาผลาญกันอย่างฟุ่มเฟือย ขณะที่สัญญาณความหายนะของโลกก็คืบคลานเข้ามาใกล้อย่างต่อเนื่อง หลายพื้นที่ต้องพบกับอุทกภัยอย่างรุนแรง ขณะที่หลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ
แต่ก็เป็นโชคดีที่นิสิตนักศึกษายุคใหม่หลายคนมีหัวคิด ตลอดจนมีไอเดียดี ๆ มากมายที่จะมาแบ่งปันร่วมกันเพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน เริ่มจาก ภัสชนก เลิศศิริประภา นักศึกษาปี 4 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่บอกว่า เทคนิคการประหยัดพลังงานของเธอนั้นจะใช้กับรถเป็นส่วนใหญ่
"จะหมั่นตรวจดูท้ายรถว่ามีของที่ไม่จำเป็นอยู่หรือเปล่าค่ะ ถ้ามีก็จะรีบเอาออก น้ำหนักรถจะได้ไม่เกินพิกัด แล้วก็ไม่เปลืองน้ำมันด้วย"
นิชฌานี ฉันทศาสตร์ นิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า "ก่อนนัดหมายใคร ควรวางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้า เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการสื่อสารก้าวไกล บางครั้งอาจใช้โทรศัพท์ MSN หรืออีเมลในการสื่อสารแทนการเดินทางไปพบกัน ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดน้ำมันอีกทางหนึ่งค่ะ"
นอกจากนั้นยังมีวิธีดี ๆ ที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้อีก ยกตัวอย่างเช่น ตรวจสอบลมยางเป็นประจำ เพราะยางที่อ่อนไปนั้นจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่ายางที่มีปริมาณลมยางที่มาตรฐานกำหนด, ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถนาน ๆ เพราะการจอดรถติดเครื่องทิ้งไว้ 10 นาที จะเสียน้ำมันฟรี ๆ 200 ซีซีเลยทีเดียว, ไม่ออกรถกระชาก การออกรถกระชาก 10 ครั้งจะสูญเสียน้ำมันไปเปล่า ๆ ถึง 100 ซีซี ซึ่งน้ำมันจำนวนนี้สามารถวิ่งได้ไกล 700 เมตร, ไม่ต้องอุ่นเครื่อง หากออกรถและขับช้า ๆ สัก 1 - 2 กิโลเมตร เครื่องยนต์จะอุ่นเอง ไม่ต้องเปลืองน้ำมันไปกับการอุ่นเครื่อง
หันมาทางกลุ่มการประหยัดพลังงานไฟฟ้าบ้าง วีรวรรณ กิติชัยวัฒน์ นิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า "เมื่อก่อนเป็นคนไม่ชอบรอ ทำให้ชอบเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ แล้วไปทำธุระอย่างอื่น แต่หลังจากได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่บอกว่า การเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้จะสิ้นเปลืองไฟฟ้ามาก และถ้าหากปิดหน้าจอเมื่อไม่ใช้งานจะประหยัดไฟได้ถึง 60% ก็พยายามเลิกนิสัยนี้ และคิดว่าเพื่อน ๆ คนอื่นที่เคยทำแบบเดียวกันจะหันมาให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยค่ะ"
ศศิประภา โปธา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดเผยว่า "การกดลิฟต์แต่ละครั้ง ใช้พลังงานไม่น้อยค่ะ คราวหน้าถ้าขึ้นลงแค่ไม่กี่ชั้น ลองหันไปใช้บันไดแทนก็ถือเป็นการช่วยโลกประหยัดพลังงานอีกทางหนึ่ง และยังได้ออกกำลังกายด้วยค่ะ"
น้อง ๆ ยังแนะนำเพิ่มเติมมาอีกหลายข้อ ยกตัวอย่างเช่น ควรปลูกต้นไม้รอบ ๆ อาคาร เพื่อช่วยบังแดด เครื่องปรับอากาศจะได้ไม่ทำงานหนักเกินไป, การปลูกพืชคลุมดิน จะช่วยลดความร้อนและเพิ่มความชื้นให้กับดิน ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น, ไม่ควรพรมน้ำจนแฉะเวลารีดผ้า เพราะต้องใช้ความร้อนในการรีดมากขึ้น เสียพลังงานเพิ่มขึ้น, เวลาหุงต้มอาหารด้วยเตาไฟฟ้า ควรจะปิดเตาก่อนอาหารสุก 5 นาที เพราะความร้อนจากเตาที่ยังเหลืออยู่ เพียงพอทำให้อาหารสุกได้, ซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดีเสมอ และหมั่นทำความสะอาด จะลดการสิ้นเปลืองไฟฟ้าได้
ใครที่อยากหยิบยืมแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ เชื่อว่าเด็ก ๆ ไม่หวงแน่นอนค่ะ
ที่มา http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9510000065062
นักวิชาการ ม.เกษตรฯ ติงรัฐ เบรกรถไฟฟ้าใต้ดินก่อนจะสิ้นราชธานี ชี้ หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียง 1 องศา ประเทศไทยจะเกิดซูเปอร์ไต้ฝุ่นไม่แพ้นาร์กีส และถ้าเพิ่ม 3 องศากรุงเทพฯจะจมบาดาล และจะมีรถไฟฟ้าไปทำไม วอนรัฐผลักปัญหาโลกร้อนเป็นนโยบายชาติ เตรียมพร้อมตั้งรับอย่างจริงจัง
ดร.วิเชียร กีรตินิจการ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรรมการสิ่งแวดล้อม บรรยายในงาน “TCELS Day” จัดโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ในหัวข้อ “ประเทศไทยกับ มหันตภัยโลกร้อน” ว่า ในแต่ละวันมนุษย์มีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนทั้งจาก การขับรถ เปิดแอร์ ไดร์ผม กินข้าว ฯลฯ วิถีชีวิตเหล่านี้เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 200 ปี ที่ผ่านมา มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ออกมา 250 พีพีเอ็ม แต่ในขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 380 พีพีเอ็มซึ่งเป็นสาเหตุทำให้โลกร้อนขึ้นถึง 0.8 องศา
“ขณะนี้โลกร้อนขึ้นเพียง 0.8 องศา เราได้เห็นพายุไซโคลนนาร์กีสในพม่า เราเห็นพายุเฮอริเคนที่ทำลายล้างเมืองนิวออร์ลีนส์ มลรัฐหลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา เราเห็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในโลกที่ประเทศออสเตรเลีย ผมไม่ได้พูดขึ้นลอยๆ แต่ประจักษ์พยานเหล่านี้มีให้เห็น ขณะที่เมืองไทยยังไม่มีแผนการตั้งรับอย่างเป็นรูปธรรม”
ดร.วิเชียร ฉายให้เห็นภาพของโลกร้อนทีละองศาว่า หากโลกร้อนขึ้น 1 องศา ทุ่งหญ้าเพื่อการปศุสัตว์ของอเมริกาจะกลายสภาพเป็นทะเลทรายอีกครั้งจากที่เมื่อหลายพันปีก่อนเคยเป็น น้ำจืดในทวีปเอเซียจะหายไป 1 ใน 3 ไทยจะเกิดซุปเปอร์ไต้ฝุ่น หน้าดินจะถูกพายุพัดจนเสื่อมโทรมความอุดมสมบูรณ์จะเปลี่ยนเป็นความแห้งแล้ง ถ้าโลกร้อนขึ้น 2 องศา หมีขาวขั้วโลกต้องดิ้นรนเอาตัวรอดสิ่งมีชีวิตหลายชนิดต้องอพยพย้ายถิ่นฐานขึ้นไปทางตอนเหนือ หมู่หลายแห่งในอินโดนีเซียจะจมหายไปในทะเล โดยเฉพาะเกาะมัลดีฟ ปะการังในทะเลจะสูญพันธุ์ น้ำแข็งขั้วโลกจะละลายมากขึ้น กล่าวคือ 1 ปี ละลาย 20 กิโลกเมตร หรือประมาณ 4 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย และเพียง 2 วัน ของน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลาย เท่ากับเราสามารถใช้น้ำในกรุงเทพฯได้ถึง 1 ปี และในขณะที่ทั่วโลกเดือดร้อน แต่แคนาดาจะได้รับผลพวงในทางที่ดีขึ้นคือจะเกิดป่าใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ที่ประเทศแคนาดา
ดร.วิเชียร กล่าวว่า ถ้าองศาความร้อนเพิ่มขึ้นเป็น 3 องศา ปารีสจะกลายเป็นเมืองร้าง คนแก่จะร้อนตาย น้ำทะเลจะสูงขึ้น 1 เมตร กรุงเทพฯ จะจมบาดาล พืชผลเกษตรกรรมจะเสียหายอย่างหนัก แมลงจะระบาดก่อโรคพันธุ์ใหม่ที่รักษายากขึ้น แหล่งน้ำบาดาลจะปนเปื้อนน้ำทะเล ไทยจะประสบปัญหาข้าวหายาก หมากไม่มีจะกิน ซึ่งรุนแรงกว่าข้าวยากหมากแพงหลายเท่าตัว เมื่อถึงวันนั้น จะเกิดการแย่งชิงน้ำครั้งใหญ่ แรงงานต่างด้าวจะทะลักมาแย่งทรัพยากรของไทยจนเกิดการจลาจล และถ้าโลกร้อนพุ่งไปถึง 4 องศา น้ำจะท่วมเวนิซ หาดสแกนดิเนเวียนจะเป็นเหมือนพัทยา แม่น้ำคงคาจะเหือดแห้ง ประชาชน 1 พันล้านคนจะเดือดร้อน มหานครนิวยอร์คจะโดนเฮอริเคนครั้งใหญ่จะกลายเป็นเมืองบาดาล บางแห่งมีน้ำท่วมสูงถึง 7.6 เมตร
“จะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งเมื่อหันกลับมามองเมืองไทย ผู้นำประเทศเร่งแต่จะผลักดันโครงการ 5 แสนล้าน โดยอ้างว่าเพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่การทำผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ไม่เคยมีการนำประเด็นเรื่องโลกร้อนไปพูดเลยว่าจะส่งผลให้โลกร้อนแค่ไหน และเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียง 3 องศา กรุงเทพฯ ก็จมแล้ว ตรงนี้ไม่เคยมีการพูดเลย ถ้าเป็นไปได้เอาเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีไหมที่จะรักษาราชธานีและผืนแผ่นดินแห่งนี้ไว้ให้ลูกหลาน” ดร.วิเชียร กล่าวและว่า รัฐบาลควรผลักดันปัญหาโลกร้อนเป็นนโยบายชาติต่อไป
ในแต่ละปี มีการมอบเงินอุดหนุนถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมประมง...ท้องทะเล กำลังจะว่างเปล่า
ถุงพลาสติก 1 ใบ ใช้เวลาผลิตแค่ 1 วินาที นำมาใช้งานเพียง 20 นาที แต่ต้องใช้เวลาถึง 100-400 ปี ในการย่อยสลายไปตามธรรมชาติ...ในแต่ละปี คนทั่วโลกใช้ถุงพลาสติก 500,000 ถึง 1,000,000 ล้านใบ
ปริมาณน้ำกำลังจะกลายเป็นประเด็นหลักในระดับโลก เมื่อผู้คน 1,000 ถึง 2,000 ล้านชีวิต ต้องดิ้นรนหาน้ำวันละ 20-50 ลิตรมาไว้ดื่มกิน หุงหาอาหาร และทำความสะอาด
ภายในปี 2015 คาดกันว่าความต้องการน้ำมันของโลกจะเพิ่มขึ้น
จนแตะระดับ 99 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงราคาถูก หาง่าย และสกปรกที่สุด ในแต่ละปี เรานำเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดนี้มาใช้มากกว่า 6,000 ล้านตัน
ผู้คน 6,600 ล้านคนทั่วโลก กำลังอพยพเข้าสู่เขตเมืองและแถบชานเมือง
คนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คน มีเงินมากกว่าค่าจีดีพีของประเทศยากจนที่สุด 45 ประเทศรวมกัน
ประชากรโลก 3,000 ล้านคน มีเงินใช้ไม่ถึงวันละ 2 ดอลลาร์สหรัฐ
ช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจน ถ่างกว้างมากขึ้น
...สถิติเหล่านี้เป็นเพียงเสี้ยวธุลีของปัจจัยสำคัญและผลกระทบมหาศาลอันเนื่องมาจากวิกฤติโลกร้อน รวมถึงภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสภาวะเรือนกระจก
จุดกำเนิดของภาวะวิกฤติอันน่าตระหนกดังกล่าว อาจมิได้มาจากปัจจัยภายนอกอื่นใดเลย หากเกิดจากจิตสำนึกอันบกพร่องของมนุษย์เรานี่เอง จิตสำนึกที่มุ่งแต่จะตักตวง กอบโกย เรียกร้องเอาจาก “โลก” โดยมิไยดีถึงการรักษา เยียวยาบาดแผลที่เราต่างร่วมสังฆกรรมขุดเจาะ ถอนรากถอนโคน ในทุกๆ ทรัพยากรอันมีค่าที่โลกมอบให้เพื่อนำมาเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว
ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่เพื่อทุกสรรพชีวิต มิใช่ของใคร หรือของ “เผ่าพันธุ์ใด เผ่าพันธุ์หนึ่ง” แต่มนุษย์ก็เสนอหน้าขอรับสิทธิดังกล่าว โดยสิ่งมีชีวิตอื่นมิอาจคัดค้านต้านทาน
กระทั่งวันนี้ บทลงทัณฑ์เดินทางมาถึง ธรรมชาติกำลังเอ่ยปากเรียกร้องทวงสิทธิ์ให้ “มนุษย์” หันกลับมามองการกระทำอันเลวร้ายของตน ทำความเข้าใจ เพื่อหาหนทางรักษา เยียวยา
ปรากฏการณ์น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง, โรคระบาด, น้ำท่วมครั้งใหญ่, ภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกละลาย, ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูง, ปะการังเกิดการฟอกขาว, สัตว์ป่าหลายชนิดสูญพันธุ์ รวมถึงปัญหาด้านระบบนิเวศน์อีกเกินจะนับที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เพียงกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในอาณาบริเวณนั้นๆ หากทว่า มันคือ “ผีเสื้อขยับปีก” ที่ส่งผลสะเทือนถึงทุกๆ วิถีชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่บนโลกใบนี้
ดังเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ใน "ชีพจรโลก ท่ามกลางวิกฤติโลกร้อน" จาก NATIONAL GEOGRAPHIC หนังสือซึ่งรวบรวมภาพและข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้อย่างเจาะลึก นับแต่สภาพความเป็นอยู่ของมวลมนุษย์ เรื่อยไปถึงสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติ ก่อนจะนำไปสู่ยุคสมัยที่โลกทั้งใบเชื่อมโยงถึงกัน
ภาวะวิกฤติที่ถูกเอ่ยถึง คล้ายจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงที่ว่า เราทุกคนล้วนถูกโยงใยไว้ด้วยกัน ทุกๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกจึงย่อมได้รับผลจากการกระทำของเรา ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่
ภาพความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ นับแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย แม้จะบอกกล่าวถึงข้อมูลอันน่าหวาดหวั่น แต่โลกใบนี้ก็กำลังรอคอยการแต้มสีลงไปอีกครั้งด้วยความหวังและการร่วมมือกันเยียวยาอย่างจริงจังจากเราทุกคน
ดังคำนิยมในเล่ม ที่ ดร. อ้อย กาญจนะวนิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว ฝากไว้ น่าจะกระตุกจิตสำนึกของคนในสังคมได้ไม่มากก็น้อย
“คนไทยโดย เฉพาะคนกรุงเทพฯ มีบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดอนาคตโลก เพราะคนกรุงเทพฯ เรา ปล่อยคาร์บอนเฉลี่ยต่อหัวต่อปีถึงคนละ 7.3 ตัน เท่าๆ กับชาวนิวยอร์ก (7.1 ตัน) และมากกว่าชาวลอนดอน ( 5.9 ตัน) กับชาวโตเกียว (5.7 ตัน) เมื่อพิจารณาดีๆ จะเห็นว่าไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะร้อยละ 50 มาจากการเผาน้ำมันไปกับการจราจรที่ขาดระบบขนส่งมวลชนที่ดีพอ อีกร้อยละ 33 มาจากการใช้ไฟฟ้า ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งหมดไปกับเครื่องปรับอากาศ ไฟฟ้าทั้งหลายที่เราใช้ส่วนใหญ่มาจากน้ำมัน ถ่านหิน และเขื่อน ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพและชีวิตของคนชนบท
"พวกเขาต้องสูญเสียอาชีพ สูญเสียป่าริมน้ำซึ่งเป็นระบบนิเวศน์เฉพาะ สูญเสียพันธุ์ปลาที่ต้องเดินทางอพยพขึ้นลงลำน้ำเพื่อหากิน ผสมพันธุ์ และวางไข่ แลกกับการใช้ไฟฟ้าตามห้างสรรพสินค้าและตึกสำนักงานขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่ใช้ไฟกันเฉลี่ยรายละกว่า 15,000 เมกะวัตต์ชั่วโมง เทียบกับบ้านเรือนที่ใช้กัน เฉลี่ย 6 เมกะวัตต์ชั่วโมง
"เมื่อ 50 ปีก่อน ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ามากกว่าร้อยละ 50 และประชากรเพียง 20 ล้านคน ในวันนี้ เราเหลือป่าน้อยกว่าร้อยละ 20 ขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 65 ล้านคน....
"แม้สถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกจะดูหดหู่ แต่มันเป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้ศักยภาพพลังสร้างสรรค์ของมนุษย์อย่างเต็มที่ เพราะเราไม่ใช่กาฝากเกาะกินโลกไปวันๆ ชีวิตเรามีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงผู้บริโภค เรารับสถานการณ์ท้าทายนี้ได้ แต่เราต้องทำกันทันที”
.................
สำคัญกว่านั้น ต้องเป็นการลงมือทำอย่างจริงจัง ที่ไม่ใช่เพียงป่าวประกาศผ่านงานอีเวนท์อลังการ, รณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกแล้วผลิตถุงผ้าอย่างบ้าคลั่ง-ขณะที่ข้างในถุงผ้าก็ซ้อนถุงพลาสติกไว้อีกชั้นหนึ่ง,
จัดแคมเปญปิดไฟ 1 ชั่วโมง จากนั้น...ก็แล้วกันไป ปล่อยให้ห้างสรรพสินค้าใหญ่ยักษ์ใจกลางเมืองยังใช้ไฟฟ้ามหาศาลราวกับหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง
การกระทำเพียงเปลือกนอกเพื่อโหนกระแส ไม่ได้ช่วยให้โลกใบนี้ฟื้นขึ้นจากความป่วยไข้...
จิตสำนึกและการร่วมมือ-ลงมือทำอย่างจริงจังต่างหาก...
ที่จะช่วยชะลอกาลอวสานของโลก...ให้มาถึงช้าลง
...............
ตัวหนอนบนกองหนังสือ
-หมายเหตุ
ข้อมูลสถิติที่ยกมาไว้ข้างต้น คือข้อมูลจากหนังสือ
"ชีพจรโลกท่ามกลางวิกฤติโลกร้อน" เขียนโดย ทอมัส เฮย์เดน
แปลโดย ลลิตา ผลผลา
หลายคนอาจจินตนาการไม่ออกว่าหากโลกของเรามีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเรื่อยไปจนถึง 6 องศาเซลเซียสจะมีโฉมหน้าเป็นอย่างไร “Six Degrees Could Change the World” ได้แสดงให้เห็นบนแผ่นฟิล์มแล้ว
ให้จินตนาการเอาเอง ก็คงคิดไม่ออกว่าอุณหภูมิแต่ละองศาที่เพิ่มขึ้นจากภาวะอากาศผันผวนจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกเราไปอย่างไร? และเมื่อนั้นเราจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง? สารคดีความยาว 2 ชั่วโมง เรื่อง "6 องศาเปลี่ยนแปลงโลกได้" จากเนชันแนลจีโอกราฟิก อาจช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น
"อุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียสเปลี่ยนแปลงโลกได้" หรือ "Six Degrees Could Change the World" เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “มาร์ค ไลนัส” (Mark Lynas) ผู้สื่อข่าวและนักอนุรักษ์นิยมชาวอังกฤษ เจ้าของหนังสือ “ซิกซ์ ดีกรี” (Six Degrees) ซึ่งอ้างว่าได้ค้นคว้าบทความวิทยาศาสตร์หลายหมื่นชิ้นเพื่อเผยให้โลกเห็นความน่ากลัวของมหันตภัยที่คืบคลานมากับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในอีก 100 ปีข้างหน้า
“สภาวะโลกร้อนนั้นไม่ได้หมายถึงแค่การเพิ่มขึ้นช้าๆ ของอุณหภูมิโลก แต่จริงๆ แล้วมันคือการเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ ในโลก นั่นเป็นเหตุผลที่เราได้เห็นทั้งความแห้งแล้งและน้ำท่วมในสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่การเกิดน้ำท่วมและสภาวะแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกันอย่างต่อเนื่อง” ไลนัสกล่าวในตอนหนึ่งของสารคดี ซึ่งเปิดตัวรอบสื่อมวลชนไปเมื่อวันที่ 28 ก.พ.51 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน
ภาพที่ปรากฏออกมาตลอด 2 ชั่วโมงของ "6 องศาเปลี่ยนแปลงโลกได้" จึงเริ่มตั้งแต่การกล่าวถึงสัญญาณเตือนภัยเบื้องต้นที่โลกประสบแล้ว เช่น ในทวีปออสเตรเลียที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียสในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์
หรือแม้แต่ภัยพิบัติจากเฮอริเคน “แคทรินา” เมื่อปี 2548 ที่ทำลายบ้านเมืองในมลรัฐนิวออร์ลีน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้จะดูร้ายแรงมาก ทว่าแคทรินาก็ยังเป็นแค่พายุที่มีความรุนแรงระดับ 3 เท่านั้น ขณะเดียวกันในฟากเมืองผู้ดี “อังกฤษ” ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรครั้งใหญ่เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น พืชที่ไม่เคยปลูกได้ในอังกฤษอย่างองุ่นและมะกอกกลับชูช่องดงาม
สารคดีดังกล่าวบอกเราด้วยว่า ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมาหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม อุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้นแล้ว 0.6-0.8 องศาเซลเซียส
ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวกำลังคืบคลานติดตามมา "6 องศาเซลเซียสเปลี่ยนแปลงโลกได้" จำลองภาพให้เห็นว่า เมื่ออุณหภูมิยังเพิ่มขึ้นอีก 1 องศาเซลเซียสเมื่อใด บ้านเรือนผู้คนในเขตอ่าวเบงกอลอาจต้องจมอยู่ใต้น้ำ มหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้จะถูกพายุเฮอริเคนโจมตีอย่างหนัก หรือแม้แต่พื้นที่ฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ที่อาจต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นทะเลทราย
ส่วนอุณหภูมิที่เขยิบขึ้นเพียง 2 องศาเซลเซียสก็เลวร้ายเพียงพอทำให้มหานครหลายแห่งทั่วโลกจมอยู่ใต้น้ำ หนึ่งในนั้นคือ “กรุงเทพมหานคร” รวมทั้งหมีที่อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือจะตกอยู่ในภาวะคับขันเพราะธารน้ำแข็งหดหายไป
นอกจากนั้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มถึงจุดนี้ แนวปะการังใหญ่ "เกรต แบริเออร์ รีฟ" ของออสเตรเลียอาจเหลือเพียงความทรงจำ และธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดของกรีนแลนด์ที่ชื่อ “จาคอบชวาน” (Jacobshavn) ก็จะละลายเร็วขึ้นกว่าปัจจุบันที่มีอัตราการละลายตัวของน้ำแข็งอย่างน่าตกใจ เพราะเพียง 2 วันก็มีปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นเพียงพอให้ชาวนิวยอร์กดื่มกินและใช้ในชีวิตประจำวันได้มากถึง 1 ปีทีเดียว
“ธารา บัวคำศรี” ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงความคิดเห็นหลังชมตัวอย่างสารคดีอย่างปลงๆ ว่า หลังจากดูสารคดีเรื่องนี้แล้วก็ทำให้เขารู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย โดยเฉพาะการได้เห็นภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นตามที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์อย่างรวดเร็วผ่านเทคนิคการถ่ายทำแบบ “ฮอลลีวูด” ที่เร่งให้เห็นผลกระทบรวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ดี เขาบอกว่า เมื่อถึงเวลานั้น ตัวเขาเองคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ทว่าคงเป็นลูกหลานของเราที่จะรับผลกระทบจากมหันตภัยธรรมชาตินานัปการที่เกิดขึ้นแทน
ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 3 องศาเซลเซียส ตามที่สารคดีดังกล่าวระบุไว้คือ เมื่อนั้นน้ำแข็งบนภูเขาแอลป์จะสูญหายไปทั้งหมด โลกจะเผชิญหน้ากับพายุเฮอริเคนความแรงระดับ 6 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และการใช้ชีวิตของผู้คนบนโลกจะต้องพลิกโฉมหน้าไปสิ้นเชิง
เมื่อโลกร้อนขึ้น 4 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำในมหาสมุทรต่างๆ จะมีระดับเพิ่มสูงขึ้นจนระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นกว่า 1 เมตร ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่มีประชากรหนาแน่น เมืองแห่งแม่น้ำลำคลองอย่าง “เวนิส” รวมไปถึงมหานครสัญลักษณ์ของ “อำนาจทุนนิยม” อย่าง “นิวยอร์ก” จะจมอยู่ใต้บาดาล
ไม่เพียงเท่านี้ แม่น้ำคงคาที่เป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิตของคนกว่าพันล้านคนในจีน อินเดีย และเนปาลจะเกิดน้ำท่วมอย่างหนักเนื่องจากธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลายลงมาจนหมดอย่างถาวร กระทบถึงแหล่งน้ำสะอาดและแหล่งผลิตอาหารอย่างฉกาจฉกรรจ์
จากนั้นเมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น 5 องศาเซลเซียส มหานครของโลกอย่างลอสแองเจลลิส กรุงไคโร ลิมา และบอมเบย์ที่เคยปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งในบางช่วงเวลาอาจจะกลายเป็นเมืองที่ไม่มีหิมะอีกเลย อีกทั้งจะมีผู้ลี้ภัยเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงหลายสิบล้านคนและยังมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความขัดแย้งในการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดแคลนเพิ่มสูงขึ้นด้วย
และในท้ายที่สุด หากอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส โลกของเราจะมีสภาพคล้ายคลึงกับยุคครีเตเซียสเมื่อประมาณ 65-144 ล้านปีก่อนซึ่งโลกมีอุณหภูมิสูงกว่าปัจจุบันมาก น้ำทะเลจะมีสีใสเพราะไม่มีสารอาหารในทะเลหลงเหลืออยู่เลย ทะเลทรายจะครอบครองพื้นโลกมากขึ้นตามทวีปต่างๆ และการเกิดภัยพิบัติจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
เมื่อเทียบเคียงกับรายงาน 2 ฉบับแรกของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) พบว่า หากเรายังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างไม่มีขีดจำกัด อาจทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส ภายในปี 2643 หรืออีก 92 ปีข้างหน้านี้เท่านั้น
แต่ถึงจะดูเหมือนไร้ความหวังรอดพ้นจากวิกฤตินั้น ธารา มองว่าเราทุกคนยังช่วยกันหาทางออกของปัญหาดังกล่าวได้ดังที่ไลนัสฝากไว้ให้ขบคิดก่อนที่อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นแตะเส้น 2 องศาเซลเซียสที่เป็นจุดพลิกผัน
เริ่มจากการที่เราเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ด้วยการกระทำง่ายๆ ไม่ต้องถึงกับตั้งเป้าอะไรที่ดูเป็นนามธรรมเกินไปก็ได้ ต่างคนต่างเริ่มที่ตัวเองก่อน ซึ่งทุกคนมีรูปแบบการใช้ชีวิตต่างกัน การร่วมด้วยช่วยกันนี้จึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
หรือแม้แต่การประหยัดพลังงานง่ายๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังที่แนะนำไว้ในสารคดีเช่น การถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังใช้งาน และการเลี่ยงใช้โหมดสแตนด์บายในเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างทีวีและคอมพิวเตอร์อันจะช่วยให้ลดการสูญเสียไฟฟ้าอย่างไร้ค่าหรือที่เรียกว่า "แวมไพร์โหลด" ได้อักโข ซึ่งจำนวนไฟฟ้าดังกล่าวเทียบได้กับกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถึง 18 โรงทีเดียว
ขณะที่มุมมองจาก ดร.แสงจันทร์ ลิ้มจิรกาล ผอ.หลักการปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ศิลปศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและความยั่งยืน บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า แม้สารคดีนี้จะให้ข้อมูลได้ระดับหนึ่ง ซึ่งในสายตาของนักวิทยาศาสตร์แล้ว ดูจะพูดเกินจริงไปเล็กน้อยเพื่อหวังจะให้คนกลัวและหันมาสนใจ ทว่าก็ยังมีข้อมูลอีกมากที่ต้องทำให้สาธารณชนรับทราบด้วย
“ระยะหลังมานี้ สื่อมวลชนเองได้ติดตามให้ความรู้แก่ประชาชนมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังมองว่าไม่เพียงพอ และอาจต้องบรรจุลงในหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา-มหาวิทยาลัยไปเลย อย่างน้อยๆ ก็ทำให้ผู้คนได้ตะหนักรู้ถึงที่มาที่ไปของปัญหาและผลกระทบที่จะได้รับ ขณะเดียวกันก็อยากกระตุ้นเตือนให้ภาครัฐทำงานประสานงานกันในเรื่องดังกล่าวมากขึ้นด้วย” ดร.แสงจันทร์ทิ้งท้าย
สำหรับสารคดี "อุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียสเปลี่ยนแปลงโลกได้" จะลงจอให้ชมกันในเวลา 20.00 น.ของวันเสาร์ที่ 15 มี.ค.51 ทางช่องสารคดี "เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ชาแนล เอเชีย" (ทรูวิชั่นส์ ยูบีซี 45)
*เครดิตภาพประกอบทั้งหมดจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ชาแนล เอเชีย
เมื่อโลกร้อนขึ้น 1 องศาเซลเซียสยังจะทำให้มหาสมุทรอาร์กติกปราศจากน้ำแข็งเป็นเวลานานถึง 6 เดือนทีเดียว
หากอุณหภูมิสูงขึ้นแตะเส้น 2 องศาเซลเซียส ธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์จะค่อยๆ ละลาย และหมีขาวขั้วโลกเหนือจะเป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในสารคดียังบอกด้วยว่า เมื่อโลกร้อนขึ้น 3 องศาเซลเซียส ป่าอะเมซอนจะแห้งแล้งและเกิดไฟป่าซ้ำๆ ทำให้ปล่อยคาร์บอนหลายร้อนตันออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ
เมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงถึง 3 องศาเซลเซียสยังจะทำให้เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ ทำให้เกิดความแห้งแล้งในที่ที่เคยมีฝนตก และเกิดฝนตกหนักในที่ที่ไม่เคยตกมาก่อน
หากโลกร้อนยังร้อนขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียส น้ำแข็งที่เต็มไปด้วยหิมะในเทือกเขาหิมาลัยจะละลายจนหมดภายในปี 2578 หากอัตราการละลายยังอยู่ในระดับเดียวกับปัจจุบัน
เมื่อโลกร้อนขึ้น 4 องศาเซลเซียส แผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกตะวันตกอาจจะละลายและจมหายไปในทะเล
เมื่อโลกร้อนขึ้น 5 องศาเซลเซียสจะเกิดการอพยพครั้งใหญ่ และเกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากรเกิดขึ้น
เมื่ออุณหภูมิร้อนขึ้น 6 องศาเซลเซียส โลกจะมีสภาพเหมือนยุคครีเตเซียสเมื่อ 65-144 ล้านปีก่อนซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าปัจจุบันมาก
เมื่อร้อนขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส จะเกิดการขยายตัวของทะเลทรายในทวีปต่างๆ
ในท้ายที่สุด เมื่อโลกร้อนขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส น้ำทะเลจะมีสีฟ้าใสสวยงาม ทว่าไม่มีสารอาหารหลงเหลืออยู่เลย
ที่มา Manager Online
ตั้งแต่เกิด ผมไม่เคยจากบ้านหรือจากคนที่บ้านไปไหนนานๆ มากกว่า 1 เดือน
แต่พอโตขึ้นผมจำเป็นต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพ เพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติม
เป็นครั้งแรกที่ผมใช้ชีวิตนอกบ้าน และอยู่คนเดียวโดยไม่มีญาติหรือคนรู้จักอยู่ด้วย
ดังนั้น ผมจึงเริ่มวางแผนจัดการชีวิตใหม่ โดยมีต้นทุนคือเงินเดือน และเงินจากทางบ้านอีกเล็กน้อย
เลยทำให้มีวินัยเพิ่มขึ้นอีกหน่อยในการประหยัด บังเอิญกับกระแสโลกร้อนมากแรง เลยมีอะไรคอยเตือนตัวเองให้ทำเสมอๆ เลยอยากเอาวิธีการใช้ชีวิตเล็กๆ มาแชร์กันนะครับ
1. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย
มีแต่คนบอกว่าช่วยให้เราประหยัดเงินได้ ซึ่งเมื่อก่อนผมไม่คิดว่ามันจะช่วยอะไรได้มากนัก กับการแค่บันทึกรายการทางการเงิน แต่ทุกวันนี้ผมทำมันทุกวันครับ จนคนรอบข้างมักจะสงสัยและถามผมเสมอ
และผมก็จะตอบกลับไปว่า มันทำให้ผมจำได้ว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ต่อเดือนควรใช้เท่าไร เหลือเท่าไร และที่สำคัญ เวลาใครยืมเงิน หรือ เราเบิกจ่ายแทนบริษัทหรือใครไปก่อน เราจะทวงได้อย่างแม่นยำ (ตรงนี้มีประสบการณ์จริง ที่ว่า ผมจ่ายแทนบริษัทไปก่อน แล้วไม่รู้ว่าบิลผมใบไหน ผมก็เปิดบัญชีมายันเลยว่า ถ้าเจอ ร้านนี้ วันนี้ เงินเท่านี้ เป็นบิลของผมชัวส์ แล้วทางบริษัทเขาก็เจอจริงๆ)
2. ประหยัดน้ำ-ไฟ
เนื่องจากค่าน้ำค่าไฟ จำพวกหอพักแพงมากๆ มันเลยทำให้ผมรู้จักวิธีประหยัดไปในตัว เช่น แปรงฟันก็ปิดน้ำขณะแปรง, ถ้ามีฝักบัวก็ใช้ฝักบัวดีกว่าอ่างหรือขัน, ขณะฟอกสบู่ก็ปิดฝักบัว, ถ้าเวลานอนแล้วกลัวผีให้หาซื้อไฟดวงเล็กๆ มาติด ดีกว่าเปิดไฟห้องดวงใหญ่, เลือกเปิดไฟในห้องเรียงจาก หลอดตะเกียบ > หลอดนีออน > หลอดกลม, เสื้อผ้าซักรวมกัน, เสื้อผ้าบางอย่างใส่แป๊บเดียว หรือใส่แล้วไม่สกปรก ไม่มีกลิ่น ก็ตากแดด ใส่ต่อได้ เช่น ชุดนอน (แต่ถ้าหลายวันจะซกมกมาก), หากมีปลั๊กไหนเสียบไว้ให้ดึงออก ถึงแม้จะไม่ได้ใช้, หาพัดลมมาไว้ในห้อง
3. เลือกทำเลห้อง
ผมอยู่ห้องที่หน้าต่างรับแสงอาทิตย์ตอนเช้า เพื่อรับแสงอ่อนๆ ตอนเช้า (ถ้าคนเล่นโยคะหรือไทเก๊กจะเอาไว้รับพลังลมปราณของพระอาทิตย์ตอนเช้า) และตอนบ่ายห้องจะไม่ร้อน บางทีถ้ามีเวลา หรือเดินคิดอะไรไปเรื่อยๆ ก็เดินขึ้น เดินลง แทนการใช้ลิฟ (ผมอยู่ ชั้น 8) มันจะไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อย และออกกำลังกายไปในตัว
4. ยืมหนังสืออ่าน
เมื่อก่อนผมมักจะซื้อหนังสือนิตยาสารเป็นประจำ แต่มาตอนหลังรู้แหล่งที่จะอ่านแล้ว นั่นก็คือ บริษัทและเพื่อนร่วมงาน ฮ่าๆ.. บริษัทผมทำทางด้าน E-Commerce ก็จะมีนิตยสารพวกธุรกิจและคอมพิวเตอร์ให้อ่าน (มี aday ด้วย แต่บางถ้าคิดว่าดีก็จะซื้อเองเพื่อสะสม) และอีกอย่างหนึ่ง บริษัทผมมีแผนกทำหนังสือขาย เลยทำให้ผมแทบไม่ต้องซื้อหนังสือพวก E-Commerce อีกเลย ส่วนเพื่อนสายงานก็ร่วมวิชาชีพเดียวกัน ก็มีหนังสือแนวที่อ่านเหมือนกัน ก็แลกเปลี่ยนกันได้
5. ปิดคอมตอนพักเที่ยง
ปกติจะเปิดไว้เพระาคิดว่าลงไปนาน แต่เมื่อสังเกตุเวลาจริงๆ แล้ว เกิน 20 นาทีตลอด ผมว่าก็กินไฟอยู่นะ ถ้าไม่ได้ใช้ก็ปิดไปเสียเถอะ แต่บางคนอาจจะเป็นแบบผม ที่ทำงานค้างไว้ ไม่อยากเปิดใหม่ เสียเวลาหาไฟล์หาเว็บใหม่ ตรงนี้ผมแนะนำครับ เวลาดูเว็บไซต์ให้ใช้ Firefox และลง Add On ชื่อ Session Manager เพื่อทำการเซฟเว็บล่าสุดที่เข้า, ส่วนไฟล์งาน ให้เซฟไว้ที่หน้าจอก็ได้ หรือ ไม่ต้องไปสนใจมัน หาใหม่ ถ้ารู้สึกว่าหายาก ก็แปลว่า คุณเราไม่เป็นคนมีระเบียบ ไม่ยอมจัดการที่อยู่ไฟล์ให้เรียบร้อย
6. ผมไม่ใช้ถุง!
ฮ่าๆ หมายถึงถุงพลาสติดใส่ของนะครับ เพราะปกติผมจะตื่นสาย ข้าวเช้าเลยไม่ค่อยได้ทาน มักจะเข้าร้านสะดวกซื้อ ซื้อน้ำธัญพืชกับโยเกิร์ตแทน (ลดหุ่นๆ) จึงพอจะถือได้บ้าง บางครั้งถ้าของเยอะเกินสองมือถือ ก็จะใส่เป้รวมไปกับ notebook ซะเลย บางร้านก็จำได้ว่าผมไม่ใส่ถุง ก็จะไม่หยิบใส่ให้ บางร้านก็ดีนะครับ เค้าจะถามว่าใส่ถุงหรือไม่ เราก็ไม่ใส่ (แต่ร้านที่บ้านผมในต่างจังหวัดมักจะใส่เลยโดยไม่ถาม ตรงนี้เป็นไปได้ว่า เขายังไม่เคยเจอคนไม่ใช้ถุง)
7. ถ้าจำเป็นต้องใช้ถุง
ถ้าจำเป็นหรือถ้าคิดจะใช้ในอนาคตก็รับถุงมาใช้ ผมมักจะเก็บไว้ในเป้ หรือพับไว้ในกระเป๋ากางเกง เวลาจะใช้ก็ไม่ต้องหา และก็หยิบสะดวก หรือบางที ยางวงผมก็เก็บนะ เพราะหายากมาก! เมื่อตอนจะใช้มัน
8. โหลดบิตทอเร้นให้น้อยลง
เดี๋ยวนี้ใช้วิธีการตกลงและแชร์กันในหมู่คนรู้จัก จะได้ประหยัด ratio และไม่เสียเวลา เพราะผมลองสังเกตุดู เวลาผมโหลดบิต ผมมักจะต้องเปิดทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน โดยที่มารู้ทีหลังว่า มีเพื่อนโหลดไว้แล้ว อะไรดีก็ write CD เก็บไว้ อะไรไม่ดี หรือดีแต่ไม่สำคัญ ดูครั้งเดียวเลิก (เอ๊ะ! หมายถึงอะไร) ก็ลบไปเลย แต่ถ้ารวบได้ ก็รวบ write DVD ไปเลย แผ่นเดียว ได้ข้อมูลเยอะดี ไม่เปลืองครับ (แต่ราคาก็แพงกว่า CD หน่อยนึง)
9. ใช้ชีวิตให้ช้าลง/วางแผนชีวิต
มีคนถามว่าเวลาผมกลับบ้าน ผมทำอะไรบ้าง ซึ่งปกติผมจะนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย อ่านหนังสือ นอนตื่นสาย รำไทเก๊ก ไหว้พระ นั่งคุยกับคนที่บ้านและเพื่อนๆ มันเหมือนเป็นการชาร์ตแบตให้ชีวิตอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นเวลาเพียงแค่ 1-2 วันในช่วงหยุดเสาร์อาทิตย์ เมื่อผมกลับไปทำงาน มันทำให้ผมผ่อนคลาย ชีวิตไม่ต้องวิ่งเร็วเพื่อตามโลกเหมือนหลายๆ คน มันทำให้ผมมีสติ เวลาจะทำอะไรก็จะคิดก่อน และการที่คิดก่อนทำ มันทำให้เรามีวิธีดีๆ มีทางออกดีๆ มากมาย เช่น บางครั้งถ้าไม่เร่งด่วน การเดินเท้าและคิดอะไรไปเรื่อยๆ จะสนุกและประหยัดกว่านั่งยานพาหนะ, บางครั้งการไปไหนหลายๆ คน แล้วนั่ง taxi เสียเวลามากกว่า BTS ไม่เกิน 10 นาที แต่ราคาถูกกว่าหลายเท่าตัว ก็คุ้มค่ากว่า ผมว่ามันเป็นการบริหารชีวิตที่เริ่มจากการวางแผน เมื่อวางแผน และเผื่อเวลา เราก็จะไม่เร่งรีบ ชีวิตก็จะช้าลง เวลาเราจะเยอะขึ้น ถึงแม้ผมจะยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็จะพยายามต่อไป
10. ศึกษาธรรมะ
ผมว่าวิธีการแก้ปัญหา Globalwarming มันคือการใช้ชีวิตแบบมีความพอเพียง และการใช้ชีวิตแบบพอเพียง คือการที่เรารู้จักพอ รู้จะหยุด รู้จักละ รู้จักปล่อยวาง แล้วนั่นก็คือธรรมะนี่เอง ดังนั้น ก่อนจะขอบคุณนายอัล กอร์ (Al gore) ที่ได้กระตุ้นเรื่อง Globalwarming เราควรซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงของเรา ที่ทรงพระราชทานแนวคิดความพอเพียง และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงของเรา เราควรนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ที่ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง และทรงเผยแพร่ธรรมะให้โลกได้รู้จัก ดังนั้น หากเราศึกษาธรรมะ เมื่อเรารู้จักธรรมะ เราจะรู้จักคำว่า พอ หยุด ปล่อยวาง ช้า สงบ ว่างเปล่า สติ ปัญญา ตัวเรา ตัวเขา การให้ การรับ