
กติการการช่วยโลก ของเราง่ายๆ มี 4 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 : เขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ที่คุณได้คิด, ได้ทำ พร้อมต่อท้ายด้วยกติกาและคำเชิญชวนนี้ (เอาเม้าลากแล้ว copy) ไปลงใน Blog ของคุณ จากนั้นใส่ชื่อคนที่ส่งข้อความนี้ให้คุณ และชื่อเพื่อนๆ อีก 5 คน เพื่อให้ทำแบบเราต่อไป
เพื่อ : ให้การเผยแพร่วิธีการของเรากระจายออกไป และมีวิธีการใหม่ๆ จากเพื่อนๆ เข้ามาเพิ่มเติม
(ถ้าบอกถึงเหตุผลในสิ่งที่คิดและทำ จะยิ่งดีมาก เพื่อให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่เราคิด และที่มาที่ไป)
ขั้นตอนที่ 2 : เรื่องที่เขียนให้ใช้ Tag คำว่า thai-globalwarming
เพื่อ : ให้เวลาการสืบค้น และติดตามเป็นไปโดยง่าย
ขั้นตอนที่ 3 : ให้คัดลอกข้อความของคุณ มาโพสลง http://www.thai-globalwarming.com/ (ต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิกก่อนเขียนค่ะ)
เพื่อ : รวบรวมวิธีการ และประสบการณ์ ให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้รับรู้ เผื่อบางทีเราจะเป็นคนหนึ่งที่จุดประกายให้คนอื่นๆ ถนอมและรักโลกมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 4 : เมื่อเขียนอะไรไปแล้ว ขอให้ตั้งมั่นและตั้งใจที่จะทำ เพื่อตัวเราและครอบครัว เพื่อประเทศไทย เพื่อในหลวง และเพื่อโลกของเรา
ปล. สามารถเขียนที่เว็บ http://www.thai-globalwarming.com/ โดยตรงได้ และสามารถเขียนได้ไม่จำกัดครั้ง
#เปลี่ยนหลอดไฟ จากหลอดกลมหันมาใช้หลอดตะเกียบแทน เชื่อไหมว่าลดการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี
# ขับรถน้อยลง หันมาเดิน ขี่จักรยาน บริการขนส่งมวลชน หรือเลือกติดรถเพื่อน ทางเดียวกันไปด้วยกัน แค่นี้ ก็สามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ปอนด์ทุกๆ 1 ไมล์ที่เราลดการขับขี่
# รีไซเคิลของให้มากขึ้น แค่รีไซเคิลขยะในบ้านเพียงครึ่งหนึ่งก็ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 2,400 ปอนด์ต่อปี
# เช็คลมยาง รักษาระดับลมยางให้เหมาะสม ช่วยประหยัดการใช้น้ำมันได้ถึง 3% และการประหยัดน้ำมันในทุกๆ แกลลอน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ 20 ปอนด์
# ใช้น้ำร้อนน้อยลง เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นแต่ละครั้งใช้พลังงานจำนวนมาก อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นน้อยลง และอย่าเปิดฝักบัวแรงสุด ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 350 ปอนด์ต่อปี การเลือกซักผ้าในน้ำธรรมดาช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 500 ปอนด์ต่อปี
# หลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์สิ้นเปลือง ลดขยะได้ 10% ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,200 ปอนด์ต่อปี
# ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม ปรับตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ 25 องศา ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้โข
# ปลูกต้นไม้ ต้นไม้ 1 ต้นดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1 ตัน
# ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า แค่เพียงปิดโทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องเสียง คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เมื่อไม่ใช้ ช่วยโลกลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นพันๆ ปอนด์ต่อปี
โดยคุณ ธนัท ศาสตร์สุภาพ
http://203.155.2.133/blogs/p112/
ตอนนี้เรา กำลังทำบางสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ช่วยโลก ช่วยคนไทยอยู่และเราว่าทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน
- ทางเดียวกันไปด้วยกัน ประหยัดน้ำมันจริงๆ
- ซื้อของชิ้น 2ชิ้นไม่ค่อยรับถุงแล้ว
เวลาไปหาหมอหน้า แล้วต้องซื้อยาทา เราไม่ใส่ถุงแล้วนะ ถุงเล็กขนาดนั้น เอามาก็ต้องใส่
กระเป๋าอีกรอบอยู่ดี
- เลิกกินกล่องโฟมแล้วววว
เรามีกล่องข้าวที่ออฟฟิศอีกอัน เผื่ออยากซื้อข้าวมานั่งกินที่ห้อง
เวลาซื้อได้เยอะกว่าปรกติด้วยจริงๆนะ
-เดี๋ยวนี้เห็นคนกินข้าวใส่กล่องโฟมแล้วเซ็งเลย- กับเหตุผลว่าขี้เกียจล้าง-
- เราเริ่มซื้อของเล็กๆน้อยๆ จากตลาดแล้วนะ
ไม่อยากเอาเงินไปให้พวกห้างใหญ่ๆหมด
- กินของบ้านๆของไทยนี่ละดึแล้ว ไม่งั้นต่อไปจะไม่มีคนกินของๆคนไทย
แล้วทำอะไรอีกน้า คิดไม่ออกไว้มาบอกใหม่ละกัน ช่วยๆกันนะ
หลาย ๆ คนไม่ทราบว่า เราต้องเพิ่มปริมาณการใช้ไฟฟ้าขึ้นอีก 600 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของเครื่องปรับอากาศ 400,000 เครื่องต่อปี ขณะที่ปริมาณการใช้กระดาษของคนไทยทั่วประเทศนั้นก็มากถึง 260,000 ตันต่อปี และเรายังต้องสูญเสียน้ำไปเปล่า ๆ อันเนื่องจากการปิดก๊อกน้ำไม่สนิทถึงปีละ 980,000 ล้านลิตร
ไม่เพียงเท่านั้น 50 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนโลกเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า บวกเข้ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ยานพาหนะในประเทศปล่อยออกมานั้นอีก 121 ล้านตันต่อปี (อ้างอิงจากหนังสือ Energy Efficiency การประหยัดพลังงาน)
ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรเราได้บ้าง
ตัวเลขเหล่านี้บอกได้ว่า เราจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศนับ 700,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากเรายังคงใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความสะดวกสบายส่วนตัว เราต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศปีละ 900,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ประชาชนเผาผลาญกันอย่างฟุ่มเฟือย ขณะที่สัญญาณความหายนะของโลกก็คืบคลานเข้ามาใกล้อย่างต่อเนื่อง หลายพื้นที่ต้องพบกับอุทกภัยอย่างรุนแรง ขณะที่หลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ
แต่ก็เป็นโชคดีที่นิสิตนักศึกษายุคใหม่หลายคนมีหัวคิด ตลอดจนมีไอเดียดี ๆ มากมายที่จะมาแบ่งปันร่วมกันเพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน เริ่มจาก ภัสชนก เลิศศิริประภา นักศึกษาปี 4 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่บอกว่า เทคนิคการประหยัดพลังงานของเธอนั้นจะใช้กับรถเป็นส่วนใหญ่
"จะหมั่นตรวจดูท้ายรถว่ามีของที่ไม่จำเป็นอยู่หรือเปล่าค่ะ ถ้ามีก็จะรีบเอาออก น้ำหนักรถจะได้ไม่เกินพิกัด แล้วก็ไม่เปลืองน้ำมันด้วย"
นิชฌานี ฉันทศาสตร์ นิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า "ก่อนนัดหมายใคร ควรวางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้า เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการสื่อสารก้าวไกล บางครั้งอาจใช้โทรศัพท์ MSN หรืออีเมลในการสื่อสารแทนการเดินทางไปพบกัน ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดน้ำมันอีกทางหนึ่งค่ะ"
นอกจากนั้นยังมีวิธีดี ๆ ที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้อีก ยกตัวอย่างเช่น ตรวจสอบลมยางเป็นประจำ เพราะยางที่อ่อนไปนั้นจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่ายางที่มีปริมาณลมยางที่มาตรฐานกำหนด, ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถนาน ๆ เพราะการจอดรถติดเครื่องทิ้งไว้ 10 นาที จะเสียน้ำมันฟรี ๆ 200 ซีซีเลยทีเดียว, ไม่ออกรถกระชาก การออกรถกระชาก 10 ครั้งจะสูญเสียน้ำมันไปเปล่า ๆ ถึง 100 ซีซี ซึ่งน้ำมันจำนวนนี้สามารถวิ่งได้ไกล 700 เมตร, ไม่ต้องอุ่นเครื่อง หากออกรถและขับช้า ๆ สัก 1 - 2 กิโลเมตร เครื่องยนต์จะอุ่นเอง ไม่ต้องเปลืองน้ำมันไปกับการอุ่นเครื่อง
หันมาทางกลุ่มการประหยัดพลังงานไฟฟ้าบ้าง วีรวรรณ กิติชัยวัฒน์ นิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า "เมื่อก่อนเป็นคนไม่ชอบรอ ทำให้ชอบเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ แล้วไปทำธุระอย่างอื่น แต่หลังจากได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่บอกว่า การเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้จะสิ้นเปลืองไฟฟ้ามาก และถ้าหากปิดหน้าจอเมื่อไม่ใช้งานจะประหยัดไฟได้ถึง 60% ก็พยายามเลิกนิสัยนี้ และคิดว่าเพื่อน ๆ คนอื่นที่เคยทำแบบเดียวกันจะหันมาให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยค่ะ"
ศศิประภา โปธา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดเผยว่า "การกดลิฟต์แต่ละครั้ง ใช้พลังงานไม่น้อยค่ะ คราวหน้าถ้าขึ้นลงแค่ไม่กี่ชั้น ลองหันไปใช้บันไดแทนก็ถือเป็นการช่วยโลกประหยัดพลังงานอีกทางหนึ่ง และยังได้ออกกำลังกายด้วยค่ะ"
น้อง ๆ ยังแนะนำเพิ่มเติมมาอีกหลายข้อ ยกตัวอย่างเช่น ควรปลูกต้นไม้รอบ ๆ อาคาร เพื่อช่วยบังแดด เครื่องปรับอากาศจะได้ไม่ทำงานหนักเกินไป, การปลูกพืชคลุมดิน จะช่วยลดความร้อนและเพิ่มความชื้นให้กับดิน ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น, ไม่ควรพรมน้ำจนแฉะเวลารีดผ้า เพราะต้องใช้ความร้อนในการรีดมากขึ้น เสียพลังงานเพิ่มขึ้น, เวลาหุงต้มอาหารด้วยเตาไฟฟ้า ควรจะปิดเตาก่อนอาหารสุก 5 นาที เพราะความร้อนจากเตาที่ยังเหลืออยู่ เพียงพอทำให้อาหารสุกได้, ซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดีเสมอ และหมั่นทำความสะอาด จะลดการสิ้นเปลืองไฟฟ้าได้
ใครที่อยากหยิบยืมแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ เชื่อว่าเด็ก ๆ ไม่หวงแน่นอนค่ะ
ที่มา http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9510000065062
นักวิชาการ ม.เกษตรฯ ติงรัฐ เบรกรถไฟฟ้าใต้ดินก่อนจะสิ้นราชธานี ชี้ หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียง 1 องศา ประเทศไทยจะเกิดซูเปอร์ไต้ฝุ่นไม่แพ้นาร์กีส และถ้าเพิ่ม 3 องศากรุงเทพฯจะจมบาดาล และจะมีรถไฟฟ้าไปทำไม วอนรัฐผลักปัญหาโลกร้อนเป็นนโยบายชาติ เตรียมพร้อมตั้งรับอย่างจริงจัง
ดร.วิเชียร กีรตินิจการ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรรมการสิ่งแวดล้อม บรรยายในงาน “TCELS Day” จัดโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ในหัวข้อ “ประเทศไทยกับ มหันตภัยโลกร้อน” ว่า ในแต่ละวันมนุษย์มีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนทั้งจาก การขับรถ เปิดแอร์ ไดร์ผม กินข้าว ฯลฯ วิถีชีวิตเหล่านี้เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 200 ปี ที่ผ่านมา มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ออกมา 250 พีพีเอ็ม แต่ในขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 380 พีพีเอ็มซึ่งเป็นสาเหตุทำให้โลกร้อนขึ้นถึง 0.8 องศา
“ขณะนี้โลกร้อนขึ้นเพียง 0.8 องศา เราได้เห็นพายุไซโคลนนาร์กีสในพม่า เราเห็นพายุเฮอริเคนที่ทำลายล้างเมืองนิวออร์ลีนส์ มลรัฐหลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา เราเห็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในโลกที่ประเทศออสเตรเลีย ผมไม่ได้พูดขึ้นลอยๆ แต่ประจักษ์พยานเหล่านี้มีให้เห็น ขณะที่เมืองไทยยังไม่มีแผนการตั้งรับอย่างเป็นรูปธรรม”
ดร.วิเชียร ฉายให้เห็นภาพของโลกร้อนทีละองศาว่า หากโลกร้อนขึ้น 1 องศา ทุ่งหญ้าเพื่อการปศุสัตว์ของอเมริกาจะกลายสภาพเป็นทะเลทรายอีกครั้งจากที่เมื่อหลายพันปีก่อนเคยเป็น น้ำจืดในทวีปเอเซียจะหายไป 1 ใน 3 ไทยจะเกิดซุปเปอร์ไต้ฝุ่น หน้าดินจะถูกพายุพัดจนเสื่อมโทรมความอุดมสมบูรณ์จะเปลี่ยนเป็นความแห้งแล้ง ถ้าโลกร้อนขึ้น 2 องศา หมีขาวขั้วโลกต้องดิ้นรนเอาตัวรอดสิ่งมีชีวิตหลายชนิดต้องอพยพย้ายถิ่นฐานขึ้นไปทางตอนเหนือ หมู่หลายแห่งในอินโดนีเซียจะจมหายไปในทะเล โดยเฉพาะเกาะมัลดีฟ ปะการังในทะเลจะสูญพันธุ์ น้ำแข็งขั้วโลกจะละลายมากขึ้น กล่าวคือ 1 ปี ละลาย 20 กิโลกเมตร หรือประมาณ 4 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย และเพียง 2 วัน ของน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลาย เท่ากับเราสามารถใช้น้ำในกรุงเทพฯได้ถึง 1 ปี และในขณะที่ทั่วโลกเดือดร้อน แต่แคนาดาจะได้รับผลพวงในทางที่ดีขึ้นคือจะเกิดป่าใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ที่ประเทศแคนาดา
ดร.วิเชียร กล่าวว่า ถ้าองศาความร้อนเพิ่มขึ้นเป็น 3 องศา ปารีสจะกลายเป็นเมืองร้าง คนแก่จะร้อนตาย น้ำทะเลจะสูงขึ้น 1 เมตร กรุงเทพฯ จะจมบาดาล พืชผลเกษตรกรรมจะเสียหายอย่างหนัก แมลงจะระบาดก่อโรคพันธุ์ใหม่ที่รักษายากขึ้น แหล่งน้ำบาดาลจะปนเปื้อนน้ำทะเล ไทยจะประสบปัญหาข้าวหายาก หมากไม่มีจะกิน ซึ่งรุนแรงกว่าข้าวยากหมากแพงหลายเท่าตัว เมื่อถึงวันนั้น จะเกิดการแย่งชิงน้ำครั้งใหญ่ แรงงานต่างด้าวจะทะลักมาแย่งทรัพยากรของไทยจนเกิดการจลาจล และถ้าโลกร้อนพุ่งไปถึง 4 องศา น้ำจะท่วมเวนิซ หาดสแกนดิเนเวียนจะเป็นเหมือนพัทยา แม่น้ำคงคาจะเหือดแห้ง ประชาชน 1 พันล้านคนจะเดือดร้อน มหานครนิวยอร์คจะโดนเฮอริเคนครั้งใหญ่จะกลายเป็นเมืองบาดาล บางแห่งมีน้ำท่วมสูงถึง 7.6 เมตร
“จะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งเมื่อหันกลับมามองเมืองไทย ผู้นำประเทศเร่งแต่จะผลักดันโครงการ 5 แสนล้าน โดยอ้างว่าเพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่การทำผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ไม่เคยมีการนำประเด็นเรื่องโลกร้อนไปพูดเลยว่าจะส่งผลให้โลกร้อนแค่ไหน และเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียง 3 องศา กรุงเทพฯ ก็จมแล้ว ตรงนี้ไม่เคยมีการพูดเลย ถ้าเป็นไปได้เอาเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีไหมที่จะรักษาราชธานีและผืนแผ่นดินแห่งนี้ไว้ให้ลูกหลาน” ดร.วิเชียร กล่าวและว่า รัฐบาลควรผลักดันปัญหาโลกร้อนเป็นนโยบายชาติต่อไป
อีกสาเหตุหนึ่งของภัยเงียบ
ที่สังคมกำลังปลูกฝังให้ลูกหลาน..........
ผมทำรูปไว้เพื่อช่วยสื่อสาร--->ไปดูที่บล๊อกเต็ม ๆ ที่
1. http://bobotravel.wordpress.com/2008/05/15/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e...
หรือ
2.http://bobotravel.exteen.com
ผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นว่าโลกของเราร้อนขึ้นทุกวันๆ
นี่อาจเป็นการช่วยโลกได้ไม่มากก็น้อย...
ตัวผมอยู่ในห้องนอนเล็กๆมีระเบียงอยู่หลังห้องเนื้อที่ไม่มากนักพอเดินไปเดินมาได้
ผมเลยนำต้นไม้นานาพันธ์มาปลูกมีอ่างน้ำเล็กๆเอาไว้เลี้ยงปลาด้วย เวลาเดินออกมาหรือออก
ไปนั่งจะรู้สึกได้เลยว่ามันมีอากาสเย็นๆมาสัมผัสตัวเรา (ช่วยๆกันนะครับเพื่อโลกของเรา)
ฉันเองก็ช่วยได้เท่าที่มนุษย์โลกคนหนึ่งจะทำได้คือ
1. รู้จักคุณค่าของน้ำ
2. ไม่ตัดต้นไม้ และปลูกต้นไม้ไว้สวนหลังบ้าน
3. ขวด พลาสติก ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ก็จะเก็บมาใช้
4. แยกขยะ แล้วทิ้งเป็นที่ เพื่อให้เขานำไป recycle ได้
5. ประหยัดพลังงานไฟฟ้า
6. ประพลังงานเชื้อเพลิง
7. ไม่เผาพลาสติก
8. ไม่ทิ้งเศษอาหารลงแม่น้ำลำคลอง
9. อิอิ พอแร่ะ เหนื่อยๆๆ
รายการทีวีก็เลื่อนเวลาแล้วเราก็มาปิดไฟกันจริงๆ
อยากให้เป็นมาตรฐาน
พอไม่มีรายการช่วงเวลานี้
คนก็ไม่ใช้ไฟ
แอร์ก็ไม่ต้องเปิด เปิดให้น้อยหน่อย
ปลูกต้นไม้ ต้นละบ้าน
เป็นจริงจัง
น่าจะปิดไฟกันเป็นจริงเป็นจังค่ะ
แล้วก็ พยายามเลิกใช้ถุกพลาสติกค่ะ
ขอแค่ทำกันอย่างจริง
ในแต่ละปี มีการมอบเงินอุดหนุนถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมประมง...ท้องทะเล กำลังจะว่างเปล่า
ถุงพลาสติก 1 ใบ ใช้เวลาผลิตแค่ 1 วินาที นำมาใช้งานเพียง 20 นาที แต่ต้องใช้เวลาถึง 100-400 ปี ในการย่อยสลายไปตามธรรมชาติ...ในแต่ละปี คนทั่วโลกใช้ถุงพลาสติก 500,000 ถึง 1,000,000 ล้านใบ
ปริมาณน้ำกำลังจะกลายเป็นประเด็นหลักในระดับโลก เมื่อผู้คน 1,000 ถึง 2,000 ล้านชีวิต ต้องดิ้นรนหาน้ำวันละ 20-50 ลิตรมาไว้ดื่มกิน หุงหาอาหาร และทำความสะอาด
ภายในปี 2015 คาดกันว่าความต้องการน้ำมันของโลกจะเพิ่มขึ้น
จนแตะระดับ 99 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงราคาถูก หาง่าย และสกปรกที่สุด ในแต่ละปี เรานำเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดนี้มาใช้มากกว่า 6,000 ล้านตัน
ผู้คน 6,600 ล้านคนทั่วโลก กำลังอพยพเข้าสู่เขตเมืองและแถบชานเมือง
คนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คน มีเงินมากกว่าค่าจีดีพีของประเทศยากจนที่สุด 45 ประเทศรวมกัน
ประชากรโลก 3,000 ล้านคน มีเงินใช้ไม่ถึงวันละ 2 ดอลลาร์สหรัฐ
ช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจน ถ่างกว้างมากขึ้น
...สถิติเหล่านี้เป็นเพียงเสี้ยวธุลีของปัจจัยสำคัญและผลกระทบมหาศาลอันเนื่องมาจากวิกฤติโลกร้อน รวมถึงภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสภาวะเรือนกระจก
จุดกำเนิดของภาวะวิกฤติอันน่าตระหนกดังกล่าว อาจมิได้มาจากปัจจัยภายนอกอื่นใดเลย หากเกิดจากจิตสำนึกอันบกพร่องของมนุษย์เรานี่เอง จิตสำนึกที่มุ่งแต่จะตักตวง กอบโกย เรียกร้องเอาจาก “โลก” โดยมิไยดีถึงการรักษา เยียวยาบาดแผลที่เราต่างร่วมสังฆกรรมขุดเจาะ ถอนรากถอนโคน ในทุกๆ ทรัพยากรอันมีค่าที่โลกมอบให้เพื่อนำมาเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว
ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่เพื่อทุกสรรพชีวิต มิใช่ของใคร หรือของ “เผ่าพันธุ์ใด เผ่าพันธุ์หนึ่ง” แต่มนุษย์ก็เสนอหน้าขอรับสิทธิดังกล่าว โดยสิ่งมีชีวิตอื่นมิอาจคัดค้านต้านทาน
กระทั่งวันนี้ บทลงทัณฑ์เดินทางมาถึง ธรรมชาติกำลังเอ่ยปากเรียกร้องทวงสิทธิ์ให้ “มนุษย์” หันกลับมามองการกระทำอันเลวร้ายของตน ทำความเข้าใจ เพื่อหาหนทางรักษา เยียวยา
ปรากฏการณ์น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง, โรคระบาด, น้ำท่วมครั้งใหญ่, ภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกละลาย, ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูง, ปะการังเกิดการฟอกขาว, สัตว์ป่าหลายชนิดสูญพันธุ์ รวมถึงปัญหาด้านระบบนิเวศน์อีกเกินจะนับที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เพียงกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในอาณาบริเวณนั้นๆ หากทว่า มันคือ “ผีเสื้อขยับปีก” ที่ส่งผลสะเทือนถึงทุกๆ วิถีชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่บนโลกใบนี้
ดังเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ใน "ชีพจรโลก ท่ามกลางวิกฤติโลกร้อน" จาก NATIONAL GEOGRAPHIC หนังสือซึ่งรวบรวมภาพและข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้อย่างเจาะลึก นับแต่สภาพความเป็นอยู่ของมวลมนุษย์ เรื่อยไปถึงสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติ ก่อนจะนำไปสู่ยุคสมัยที่โลกทั้งใบเชื่อมโยงถึงกัน
ภาวะวิกฤติที่ถูกเอ่ยถึง คล้ายจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงที่ว่า เราทุกคนล้วนถูกโยงใยไว้ด้วยกัน ทุกๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกจึงย่อมได้รับผลจากการกระทำของเรา ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่
ภาพความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ นับแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย แม้จะบอกกล่าวถึงข้อมูลอันน่าหวาดหวั่น แต่โลกใบนี้ก็กำลังรอคอยการแต้มสีลงไปอีกครั้งด้วยความหวังและการร่วมมือกันเยียวยาอย่างจริงจังจากเราทุกคน
ดังคำนิยมในเล่ม ที่ ดร. อ้อย กาญจนะวนิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว ฝากไว้ น่าจะกระตุกจิตสำนึกของคนในสังคมได้ไม่มากก็น้อย
“คนไทยโดย เฉพาะคนกรุงเทพฯ มีบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดอนาคตโลก เพราะคนกรุงเทพฯ เรา ปล่อยคาร์บอนเฉลี่ยต่อหัวต่อปีถึงคนละ 7.3 ตัน เท่าๆ กับชาวนิวยอร์ก (7.1 ตัน) และมากกว่าชาวลอนดอน ( 5.9 ตัน) กับชาวโตเกียว (5.7 ตัน) เมื่อพิจารณาดีๆ จะเห็นว่าไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะร้อยละ 50 มาจากการเผาน้ำมันไปกับการจราจรที่ขาดระบบขนส่งมวลชนที่ดีพอ อีกร้อยละ 33 มาจากการใช้ไฟฟ้า ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งหมดไปกับเครื่องปรับอากาศ ไฟฟ้าทั้งหลายที่เราใช้ส่วนใหญ่มาจากน้ำมัน ถ่านหิน และเขื่อน ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพและชีวิตของคนชนบท
"พวกเขาต้องสูญเสียอาชีพ สูญเสียป่าริมน้ำซึ่งเป็นระบบนิเวศน์เฉพาะ สูญเสียพันธุ์ปลาที่ต้องเดินทางอพยพขึ้นลงลำน้ำเพื่อหากิน ผสมพันธุ์ และวางไข่ แลกกับการใช้ไฟฟ้าตามห้างสรรพสินค้าและตึกสำนักงานขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่ใช้ไฟกันเฉลี่ยรายละกว่า 15,000 เมกะวัตต์ชั่วโมง เทียบกับบ้านเรือนที่ใช้กัน เฉลี่ย 6 เมกะวัตต์ชั่วโมง
"เมื่อ 50 ปีก่อน ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ามากกว่าร้อยละ 50 และประชากรเพียง 20 ล้านคน ในวันนี้ เราเหลือป่าน้อยกว่าร้อยละ 20 ขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 65 ล้านคน....
"แม้สถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกจะดูหดหู่ แต่มันเป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้ศักยภาพพลังสร้างสรรค์ของมนุษย์อย่างเต็มที่ เพราะเราไม่ใช่กาฝากเกาะกินโลกไปวันๆ ชีวิตเรามีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงผู้บริโภค เรารับสถานการณ์ท้าทายนี้ได้ แต่เราต้องทำกันทันที”
.................
สำคัญกว่านั้น ต้องเป็นการลงมือทำอย่างจริงจัง ที่ไม่ใช่เพียงป่าวประกาศผ่านงานอีเวนท์อลังการ, รณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกแล้วผลิตถุงผ้าอย่างบ้าคลั่ง-ขณะที่ข้างในถุงผ้าก็ซ้อนถุงพลาสติกไว้อีกชั้นหนึ่ง,
จัดแคมเปญปิดไฟ 1 ชั่วโมง จากนั้น...ก็แล้วกันไป ปล่อยให้ห้างสรรพสินค้าใหญ่ยักษ์ใจกลางเมืองยังใช้ไฟฟ้ามหาศาลราวกับหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง
การกระทำเพียงเปลือกนอกเพื่อโหนกระแส ไม่ได้ช่วยให้โลกใบนี้ฟื้นขึ้นจากความป่วยไข้...
จิตสำนึกและการร่วมมือ-ลงมือทำอย่างจริงจังต่างหาก...
ที่จะช่วยชะลอกาลอวสานของโลก...ให้มาถึงช้าลง
...............
ตัวหนอนบนกองหนังสือ
-หมายเหตุ
ข้อมูลสถิติที่ยกมาไว้ข้างต้น คือข้อมูลจากหนังสือ
"ชีพจรโลกท่ามกลางวิกฤติโลกร้อน" เขียนโดย ทอมัส เฮย์เดน
แปลโดย ลลิตา ผลผลา